5 ระบบบัญชีออนไลน์ยอดฮิตในไทย
5 ระบบบัญชีออนไลน์ยอดฮิตในไทย พร้อมข้อดี-ข้อเสียที่ผู้ประกอบการควรรู้
การทำบัญชีเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการรู้ว่าธุรกิจของตัวเองมีกำไรหรือขาดทุน
มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และมีภาระภาษีอย่างไร แต่การทำบัญชีแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้สมุด
กระดาษ หรือ Excel อาจใช้เวลานานและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย
ในปัจจุบัน "ระบบบัญชีออนไลน์" หรือ "โปรแกรมบัญชีออนไลน์" จึงกลายเป็นตัวช่วยที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการมือใหม่ เพราะสามารถช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุน และมีฟีเจอร์ช่วยคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ พร้อมรายงานที่ดูเข้าใจง่าย
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ 5 โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในไทย พร้อมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย
เพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้ระบบที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเองได้มากที่สุด
โปรแกรมบัญชีแต่ละตัวจะมีความเหมาะสมต่างกัน บางตัวเน้นใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่
บางตัวเน้นระบบที่ซับซ้อนสำหรับธุรกิจที่เติบโตเร็ว และบางตัวก็มีจุดแข็งที่ฟีเจอร์การจัดการภาษี
หรือระบบคลังสินค้า/CRM ครบวงจร ผู้ประกอบการควรเลือกจากความต้องการของตัวเองก่อน เช่น
ธุรกิจเล็กที่ไม่มีทีมบัญชี ควรเลือกระบบที่ใช้งานง่าย
ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก เลือกระบบที่มีคลังสินค้า/การออกบิล
ธุรกิจเริ่มเสียภาษี เลือกระบบที่รองรับใบกำกับภาษีและจัดทำแบบ ภ.พ.30 ได้
ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ การวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น
และสามารถวางแผนต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกใช้ระบบบัญชีออนไลน์ที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระงานเอกสารเท่านั้น
แต่ยังช่วยให้คุณพร้อมต่อการยื่นภาษี ตรวจสอบภายใน และแสดงข้อมูลทางการเงินให้กับคู่ค้าได้อย่างมืออาชีพ
ในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็วและแม่นยำ
การใช้ระบบบัญชีออนไลน์ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้ง่ายขึ้นมาก
ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี คำนวณ VAT หรือสรุปงบการเงิน
ก็สามารถทำได้ผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ทันที
1. PEAK
ข้อดี:
อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ มีฟีเจอร์ภาษีครบทั้ง VAT และหัก ณ ที่จ่าย
รองรับการออกใบกำกับภาษีแบบถูกต้องตามสรรพากร ใช้งานร่วมกับโปรแกรมบัญชี/POS อื่นๆ ได้ดี
มีบริการบัญชีจากผู้เชี่ยวชาญในระบบ
ข้อเสีย:
ฟีเจอร์บางอย่างต้องใช้ในแพ็กเกจที่มีค่าใช้จ่าย
เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง หากธุรกิจใหญ่มากอาจต้องการฟีเจอร์ขั้นสูงเพิ่มเติม
2. FlowAccount
ข้อดี:
เหมาะกับธุรกิจ SME และฟรีแลนซ์ สามารถออกใบเสร็จ/ใบกำกับภาษี/ใบเสนอราคา ได้ง่าย
มีระบบรายงานพื้นฐานที่ใช้งานสะดวก มีแอปมือถือให้ใช้งานฟรี
ข้อเสีย:
ไม่เน้นด้านบัญชีเชิงลึก เช่น งบดุล-งบกำไรขาดทุนแบบละเอียด ไม่รองรับการทำบัญชีที่ซับซ้อนมาก เช่น บัญชีหลายสาขา
3. บัญชีเดียว (กรมสรรพากร)
ข้อดี:
เป็นระบบฟรีจากกรมสรรพากรสำหรับบุคคลธรรมดา ใช้งานง่าย เหมาะกับร้านเล็กหรือรายได้ไม่มาก
มีเทมเพลตรายรับรายจ่ายให้ใช้งาน สามารถส่งข้อมูลตรงให้กรมสรรพากรได้เลย
ข้อเสีย:
ไม่รองรับนิติบุคคล ฟังก์ชันจำกัด ไม่มีรายงานหรือระบบภาษีขั้นสูง
4. Xero
ข้อดี:
ระบบบัญชีระดับสากล ใช้ได้ทั่วโลกเหมาะกับธุรกิจที่มีหลายสาขา หรือทำการค้าระหว่างประเทศ
รองรับหลายสกุลเงิน รายงานการเงินละเอียดเชื่อมต่อกับแอปอื่นได้หลายตัว
ข้อเสีย:
เมนูเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระบบไทย อาจใช้งานยากสำหรับผู้ที่ไม่ชำนาญบัญชี
5. SMEMOVE
ข้อดี:
ครบวงจรทั้งระบบบัญชี + สต๊อก + CRM มีระบบภาษีครบ และใช้งานบนมือถือได้
รองรับฟีเจอร์สำหรับร้านค้าปลีกออนไลน์ เหมาะกับ SME ที่ต้องการระบบครบจบในที่เดียว
ข้อเสีย:
อินเทอร์เฟซบางส่วนยังดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ ระบบบางฟีเจอร์อาจไม่เสถียรเท่าระบบที่เน้นบัญชีล้วนๆ
สรุป
การเลือกระบบบัญชีที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจและลักษณะการใช้งานจะช่วยให้คุณประหยัดเวลา
ลดความผิดพลาด และบริหารธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ หากเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ
ลองเริ่มจากระบบฟรีหรือราคาย่อมเยาก่อน แล้วค่อยขยับไปใช้ระบบที่มีฟีเจอร์ครบถ้วนมากขึ้นในอนาคต